วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เที่ยวในไทย

     10 สุดยอด แหล่งท่องเที่ยวไทย ในดวงใจ


อันดับ 1 ภูกระดึง 

          ความหลากหลายของทิวทัศน์ พรรณไม้ สายน้ำ ทำให้ภูกระดึงครองใจนักเดินทางผู้รักธรรมชาติทุกยุคทุกสมัย

          อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย คืออุทยานแห่งชาติลำดับ 2 ของประเทศไทย เป็นโรงเรียนแห่งแรกของนักเดินทางผู้นิยมธรรมชาติหลายต่อหลายรุ่น ตำนานเล่าว่า นายพรานคนหนึ่งติดตามล่าสัตว์ขึ้นไปจนพบดินแดนอันงดงามเหมือนสรวงสวรรค์แห่งนี้ บนยอดตัดของภูเขาหินทรายสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 400 - 1,200 เมตร รูปทรงเหมือนกระดึง มีพื้นที่ราบบนยอดเขากว้างใหญ่คล้ายรูปใบบอน เป็นแหล่งต้นน้ำของลำน้ำพอง อากาศค่อนข้างเย็นตลอดปี เปิดฤดูการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมถึงวันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปี และปิดฤดูการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนถึงวันที่ 30 กันยายน เพื่อให้ป่าได้คืนสภาพ




แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

          บนภูกระดึงนอกเหนือจากภูมิประเทศแปลกตาด้วยทิวสนเรียงรายบนที่ราบบนยอดภูอันกว้างใหญ่แล้ว ยังมีหน้าผาอันเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่งดงามอีกหลายแห่งด้วยกัน โดยทางทิศตะวันออกมี ผานกแอ่น เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น อยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ 2 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกมี ผาหล่มสัก เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกได้อย่างชัดเจนที่สุด อยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ 9 กิโลเมตร เป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมด้วยชะง่อนหินยื่นออกไปกับต้นสนริมผาโดยมี ผาแดง ผาเหยียบเมฆ ผานาน้อย ผาจำศีล และ ผาหมากดูก เป็นทางเลือกที่เรียงรายบนเส้นทางให้แวะชมพระอาทิตย์ตกได้สวยงามไม่แพ้กันอีกด้วย

          และด้วยความที่เป็นต้นน้ำ บนภูกระดึงจึงมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งน้ำอยู่มากเช่นกัน อย่างสระแก้ว ต้นสายของลำธารสวรรค์ สระอโนดาต บึงน้ำขนาดใหญ่ จุดกำเนิดธารพระองค์ที่ไหลลงหน้าผากลายเป็น น้ำตกพระองค์ น้ำตกที่น่าสนใจบนภูกระดึง ได้แก่ น้ำตกวังกวาง ผาหินตัดขวางลำธาร ฝูงกวางมักจะลงมากินน้ำอยู่เสมอ เป็นที่มาของชื่อน้ำตก น้ำตกเพ็ญพบใหม่ เกิดจากลำธารวังกวาง หน้าหนาวจะเห็นใบเมเปิลร่วงหล่นปกคลุมผืนน้ำเป็นสีแดง น้ำตกถ้ำใหญ่ ร่มรื่นด้วยพรรณไม้ ช่วงต้นมกราคมทั่วบริเวณจะแดงฉานด้วยใบเมเปิลเกลื่อนพื้นป่า น้ำตกธารสวรรค์ น้ำตกขนาดเล็กบรรยากาศสวยงาม น้ำตกโผนพบ น้ำตก 8 ชั้น สูงประมาณ 30 เมตร โผน กิ่งเพชร อดีตแชมป์โลกมวยสากลคนแรกของไทยเป็นผู้ค้นพบเมื่อครั้งขึ้นไปฝึกซ้อมบนภูกระดึง น้ำตกสอเหนือ เป็นน้ำตกชั้นเดียว สูง 10 เมตร และน้ำตกสอใต้ อยู่ในลำธารสายเดียวกับน้ำตกสอเหนือ


อันดับ 2 ดอยอินทนนท์

          สุดยอดขุนเขาสูงสุดในสยามนามดอยอินทนนท์ งดงามด้วยพรรณพฤกษาและบรรยากาศเทือกดอยหนาวเย็นดึงดูดใจ

          อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 6 ของประเทศไทย มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 482 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม อำเภอจอมทอง และอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ สภาพเทือกเขาสลับซับซ้อน เป็นส่วนหนึ่งของแนวเขตเทือกเขาถนนธงชัย ที่ทอดตัวแนวเหนือ-ใต้ ต่อเนื่องมาจากเทือกเขาหิมาลัยในประเทศเนปาล มีความสูงตั้งแต่ 400-2,565 เมตร จากกระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยมียอดดอยอินทนนท์เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย




          แต่เดิมดอยอินทนนท์มีชื่อว่า "ดอยหลวง" หรือ "ดอยอ่างกา" ในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ทรงเห็นความสำคัญของป่าไม้เป็นอันมาก โดยเฉพาะบนดอยหลวง ถึงกับทรงมีรับสั่งว่าหากพระองค์สิ้นพระชนม์ให้แล่งเอาพระอัฐิส่วนหนึ่งไปบรรจุไว้ ภายหลังจึงได้สร้างสถูปบรรจุพระอัฐิของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ไว้บนยอดดอยหลวง และเปลี่ยนชื่อเป็น "ดอยอินทนนท์"ตามพระนามแต่นั้นมา

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

          เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา เป็นเส้นทางเที่ยวชมป่าดิบเขาระดับสูง มีพรรณไม้เขตอบอุ่นผสมกับเขตร้อน โดยในช่วงหน้าหนาวจะพบกุหลาบพันปีออกดอกบานสะพรั่ง ส่วนในหน้าร้อนจะพบข้าวตอกฤาษี ระยะทางประมาณ 360 เมตร ใช้เวลาเดินชมประมาณ 20 นาที


          เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน เป็นป่าดิบและทุ่งหญ้าที่ฟื้นฟูสภาพจากป่าที่ถูกทำลาย มีทิวทัศน์ของผาหินที่สวยงาม บนเส้นทางตระการตาด้วยกุหลาบพันปีเรียงราย ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินชมประมาณ 2 ชั่วโมง


          พระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ เจดีย์สถานปัตยกรรมแบบไทยประยุกต์ สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ ในปี พ.ศ.2530 และ พ.ศ.2535 ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 41.5 ก่อนถึงยอดดอยอินทนนท์


         น้ำตกแม่ยะ น้ำตกขนาดใหญ่มีความสูง 260 เมตร เป็นน้ำตกที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยด้วยสายธารที่แผ่กว้างไปทั่วหน้าผาหินลาดสูงชัน ตั้งอยู่ริมถนนสายจอมทอง-ฮอด โดยมีทางแยกขวาออกไป


อันดับ 3 ดอยตุง


      

ดอยตุง โดยเด่นด้วยหลากสีสันบุปผาชาตินานาพรรณที่สะพรั่งบานทุกฤดูกาลในส่วนแม่ฟ้าหลวง

          ดอยตุงอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ขึ้นไปทางเหนือจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 45 กิโลเมตร แต่เดิมเป็นเทือกเขาป่าเสื่อมโทรม เนื่องจากถูกชาวเขาตัดทำลาย กระทั่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรเห็นและมีพระราชดำรัสว่า "ฉันจะปลูกป่าดอยตุง" จึงได้มีการจัดทำโครงการพัฒนาดอยตุงขึ้นในปี พ.ศ.2530 ปลูกป่ากลับคืนสู่ธรรมชาติ ไม่นานดอยตุงก็คืนสภาพเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์อีกครั้ง และกลับกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดของเชียงราย


แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

          พระตำหนักดอยตุง สร้างขึ้นด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมล้านนากับบ้านไม้ซุงพื้นเมืองแบบสวิตเซอร์แลนด์ โดยพระราชทานแนวพระราชดำริให้เน้นความเรียบง่ายและใช้ประโยชน์ได้ดี ภายนอกพระตำหนักสดสวยสะพรั่งไปด้วยไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวนานาพรรณที่สวยงามและสดชื่นตลอดปี


          สวนแม่ฟ้าหลวง เป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 บนพื้นที่ประมาณ 12 ไร่ ใกล้พระตำหนักดอยตุง จัดแต่แปลงไม้ดอกหลากหลายพันธุ์นับหมื่นดอก หมุนเวียนให้สวยงามไม่ซ้ำกันใน 3 ฤดู กลางสวนมีประติมากรรมเด็กที่ได้รับพระราชทานชื่อว่า "ความต่อเนื่อง" ปัจจุบันสวนแม่ฟ้าหลวงได้ขยายพื้นที่เพิ่มอีก 13 ไร่ เป็นสวนหินสวนน้ำ และสวนไม้ประดับ รวมเนื้อที่สวนแม่ฟ้าหลวงทั้งหมดเป็น 25 ไร่


          สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง ดอยช้างมูบ ปี พ.ศ. 2535 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้สร้างสวนรุกชาติบนพื้นที่ 250 ไร่ บนดอยช้างมูบ โดยรวบรวมพรรณไม้พื้นเมืองและพรรณไม้ป่าหายากจากแหล่งต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะต้นกุหลาบพันปีนอกจากนั้น ยังมีต้นนางพญาเสือโคร่งที่ให้ดอกออกใบหลากสีตลอดปี มีทางเดินลัดเลาะไปตามไหล่เขาสำหรับชมต้นไม้ดอกไม้ มีลานปิกนิก ศาลานั่งพักผ่อน ระเบียงชมวิวซึ่งมองเห็นดินแดนพม่า แม่น้ำโขง ไปจนถึงฝั่งลาว และน้ำผุดที่มีชื่อว่า "น้ำพระทัย" อันหมายถึงน้ำพระราชหฤทัยของสมเด็จย่าที่หลั่งรินไม่เหือดแห้งสู่ราษฎรผู้ยากไร้ เหมือนน้ำจากยอดดอยไหลสู่ที่ราบอย่างไร้พรมแดน 

          ศูนย์ฝึกอาชีพผาหมี สมเด็จย่าได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้งศูนย์บำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดขึ้นที่บริเวณดอยผาหมีแห่งนี้ เพื่อให้การบำบัดรักษาผู้ติดยาทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมทั้งฝึกฝนอาชีพควบคู่ไปด้วย เพื่อที่จะให้ผู้เข้ารับการบำบัดสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการที่พึ่งตนเองเมื่อหายเป็นปกติ


          พระธาตุดอยตุง ปฐมเจดีย์แห่งล้านนา สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1454 ภายในบรรจุพระรากขวัญเบื้องซ้าย (กระดูกไหปลาร้า) ของพระพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่บนยอดเขาสูงของเทือกเขานางนอน ห่างจากพระตำหนักประมาณ 7 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายเก่า หรือ 12 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายใหม่ ผ่านวัดน้อยดอยตุงจากนั้นเป็นสวนเทพารักษ์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่สถิตของเทพารักษ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งปกปักรักษาองค์พระธาตุ

          หมู่บ้านชาวเขา ในบริเวณพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงมี 26 หมู่บ้าน ของชนกลุ่มน้อยหลายเผ่าพันธุ์ ได้แก่ ไทยใหญ่ จีนฮ่อ ชาวเขาเผ่าอาขาและเผ่ามูเซอ แต่ละหมู่บ้านมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมแตกต่างกันไป ชาวบ้านเหล่านี้เข้ามาทำงานและฝึกอาชีพกับโครงการฯ ทำให้มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่พวกเขาก็ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของเผ่าไว้ได้อย่างดี มีพิธีและงานฉลองประจำเผ่าน่าตื่นตาตลอดทั้งปี

อันดับ 4 น้ำตกทีลอซู



          ทีลอซู เลื่องชื่อในสายน้ำมหึมาที่ไหลบ่าลงจากแผ่นผากลางผืนป่ากับนานากิจกรรมท่องเที่ยวผจญภัยที่เติมสีสันให้กับชีวิตผู้มาเยือน


          น้ำตกทีลอซูเป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดของเมืองไทย เกิดจากลำห้วยกล้อท้อทั้งสายไหลตกลงจากหน้าผาสูงชันบนภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 900 เมตร ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก อยู่ห่างจากที่ทำการเขตฯ 1.5 กิโลเมตร


          ทีลอซูได้รับการค้นพบเมื่อ 20 กว่าปีก่อน โดยพรานชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งที่เข้าป่ามาล่าสัตว์ คำว่า "ทีลอซู" ก็เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่าน้ำตกใหญ่ หรือน้ำตกดัง ต่อมากรมป่าไม้ประกาศให้บริเวณนี้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง และหลังจากการสำรวจบุกเบิกในปี พ.ศ.2528 น้ำตกทีลอซูก็เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในแวดวงนักท่องเที่ยวผู้รักธรรมชาติ



          ทีลอซูมีความสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝนเนื่องจากน้ำฝนที่ตกลงมาจะเพิ่มปริมาณน้ำในลำธารทำให้สายน้ำตกกว้างใหญ่กว่าฤดูอื่น แต่ช่วงฤดูฝนทางเขตฯ ปิดไม่ให้รถยนต์เข้าสู่น้ำตกเพื่อถนอมสภาพทางไม่ให้เสียหายและป้องกันอันตรายแก่ผู้ใช้เส้นทาง โดยนักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการทัวร์กับบริษัทนำเที่ยวซึ่งจะเดินทางด้วยเรือยางแทน และเดินป่าอีกราว 12 กิโลเมตร แต่หากไม่ท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาว-ฤดูร้อนก็สามารถใช้ทางรถยนต์เข้าถึงตัวน้ำตกได้ จึงเป็นช่วงเวลาที่เที่ยวได้สะดวกที่สุด

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

          น้ำตกทีลอซู สายน้ำสีขาวสะอาดผืนใหญ่กว้างประมาณ 500 เมตร ไหลตกลงมาจากผาหินปูนสูงประมาณ 200 เมตร ร่มครึ้มด้วยแมกไม้ สายธารน้ำตำแบ่งเป็นสามแนว แนวด้านซ้ายมือใหญ่ที่สุด สูงที่สุด และสวยที่สุด ด้วยธารน้ำหลายสายไหลลดหลั่นเป็นชั้น ๆ แนวกลางสายน้ำไหลลงมาจากหน้าผาสูงชันใกล้เคียงกัน แต่ไม่เป็นชั้นและแคบกว่า ส่วนแนวทางขวามือจะเป็นสายน้ำหลายสายที่สุด ทว่าหน้าผาเตี้ยกว่าสองแนวแรก รวมเข้าด้วยกันเป็นภาพของน้ำตกทีลอซูที่ยิ่งใหญ่และงดงาม ทางเดินสู่ทีลอซูเป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะทาง 1.5 กิโลเมตร ลัดเลาะผ่านเข้าไปท่ามกลางป่าไผ่และป่าเบญจพรรณที่มีป้ายสื่อความหมายเกี่ยวกับธรรมชาติและพืชพรรณตามจุดต่าง ๆ สำหรับนักท่องเที่ยวเบื้องล่างของน้ำตกยังมีเส้นทางเดินท้าขึ้นไปยังจุดชมทิวทัศน์บนยอดเขาฝั่งตรงข้าม เป็นจุดที่มองเห็นน้ำนำทีลอซูได้สวยงามและชัดเจนที่สุด ใช้เวลาเดินไป-กลับประมาณ 2 ชั่วโมง

อันดับ 5 ดอยอ่างขาง


       
          โครงการหลวงดอยอ่างขางพลิกฟื้นผืนป่าเสื่อมโทรมให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ทั้งยังเพิ่มพูนความงดงามด้วยไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาว แต้มแต่งสีสันตระการตาให้ขุนเขา


          ดอยอ่างขางเป็นที่ตั้งของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อยู่ในเขตบ้านคุ้ม หมู่ที่ 5 ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,400 เมตร มีพื้นที่ใช้ในการทำวิจัยประมาณ 1,200 ไร่ เกิดขึ้นจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยี่ยมราษฎรชาวเขาบนดอย แล้วทอดพระเนตรเห็นการปลูกฝิ่นทำไร่เลื่อนลอยจึงมีพระราชประสงค์ให้ชาวเขาตามดอยต่าง ๆ ในภาคเหนือเลิกการปลูกฝิ่น ทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 1,500 บาท ซื้อที่ดินในบริเวณดอยอ่างขางส่วนหนึ่ง แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโครงการหลวงขึ้นเป็นโครงการส่วนพระองค์ในปี พ.ศ. 2512 โดยหม่อมเจ้าภีศเดช  รัชนี เป็นองค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวง สถานีเกษตรหลวงอ่างขางใช้เป็นสถานที่วิจัยทดลองปลูกพืชเมืองหนาวชนิดต่าง ๆ ได้แก่ ไม้ผล พืชผัก และไม้ดอกเมืองหนาว เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรชาวเขาในการนำพืชเหล่านี้มาเพาะปลูกเป็นอาชีพ

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

          เส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ มี 2 เส้นทาง คือ เส้นทางเดินชมกุหลาบพันปี อยู่ด้านนอก ห่างจากปากทางเข้าสถานีฯ ประมาณ 4.5 กิโลเมตร โดยจุดที่สูงที่สุดคือเนินพันเก้า ซึ่งมีความสูงถึง 1,928 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง นักท่องเที่ยวจะต้องเดินทางเท้าเพื่อขึ้นไปถึงจุดยอดเป็นระยะทาง 500-800 เมตร ซึ่งจะชมความงามของกุหลาบพันปีได้ในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ส่วนในช่วงเดือนอื่นก็ยังจะมีพรรณไม้แปลกตาให้ได้ชื่นชมอีกเช่นกัน เส้นทางศึกษาธรรมชาติของสถานีเกษตรหลวงอ่างขางนั้นกำหนดขึ้นบริเวณรอบสถานีฯ มีเส้นทางทั้งหมด 10 เส้นทางด้วยกัน และต้นไม้ที่ปลูกในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาตินั้น จะเป็นต้นไม้ที่นำเข้ามาจากไต้หวันทั้งหมด


          เส้นทางขี่จักรยานชมธรรมชาติ เป็นเส้นทางจากรีสอร์ตธรรมชาติอ่างขางเข้าเยี่ยมชมด้านในสถานีฯ ตลอดทางก็จะได้ชมธรรมชาติและแปลงเกษตรทดลอง ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเช่าจักรยานจากสโมสรอ่างขางได้ หรือหากอยากเปลี่ยนบรรยากาศขี่ล่อ สัตว์ลูกผสมระหว่างม้าและลา ซึ่งแต่เดิมเป็นสัตว์พาหนะสำคัญของชาวเขาบนดอยแถบนี้ ก็สามารถติดต่อได้ที่สโมสรอ่างขางเช่นกัน


          กิจกรรมดูนก ดอยอ่างขางเป็นสถานที่ที่มีนกมากมายกว่า 1,000 ชนิด บางชนิดเป็นนกที่ใกล้สูญพันธุ์หาดูได้ยาก จุดที่เหมาะสำหรับการดูนก คือ บริเวณหน่วยจัดการต้นน้ำแม่เผอะบริเวณรอบรีสอร์ตธรรมชาติอ่างขาง และเส้นทางศึกษาธรรมชาติด้านหลังสำนักงานของสถานีฯ

อันดับ 6 หมู่เกาะพีพี





          หมู่เกาะพีพี เทือกเขาหินปูนกลางน้ำสีครามใส หาดทรายงามขาวสะอาดประกอบกันเป็นภูมิทัศน์ตระการตาที่มีเสน่ห์เฉพาะกิจ


          หมู่เกาะพีพีอยู่ห่างออกไปในทะเลราว 40 กิโลเมตร ในเขตของอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพีท้องที่อำเภอเมืองฯ จังหวัดกระบี่ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 387 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ด้านทิศตะวันตกของภาคใต้ในทะเลอันดามัน ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาหินปูนกลางน้ำ อุดมด้วยปะการัง และทิวทัศน์ใต้ทะเลที่งดงาม


ที่มา:http://travel.kapook.com/view5569.html  โดย  ภาคภูมิ  น้อยวัฒน์

วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ททท.


ประวัติ ททท.




การส่งเสริมการท่องเที่ยว เกิดขึ้นโดยพระดำริของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ครั้งทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการรถไฟ ได้มีการส่งเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองไทยไปเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกา ใน พ.ศ. 2467 ได้มีการจัดตั้งแผนกโฆษณาของการรถไฟขึ้น ทำหน้าที่รับรอง และ ให้ความสะดวก แก่นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาประเทศไทย รวมทั้งการโฆษณาเผยแพร่ประเทศไทย ให้เป็นที่รู้จักของชาวต่างประเทศ มีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรมรถไฟ เชิงสะพานนพวงศ์ ต่อมาได้ย้ายมาตั้งที่สถานีรถไฟหัวลำโพง เมื่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ทรงย้ายไปดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ และคมนาคม งานด้านส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้ย้ายไปอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ และคมนาคมด้วย แต่ยังคงทำงานร่วมกับกรมรถไฟ มีสำนักงานตั้งที่ถนนเจริญกรุง หน้าไปรษณีย์กลาง

การส่งเสริมการท่องเที่ยวได้เริ่มขึ้นอย่างชัดเจนใน พ.ศ. 2479 เมื่อ กระทรวงเศรษฐการ เสนอโครงการบำรุงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศสยามต่อคณะรัฐมนตรี โดยเสนอแผนและวัตถุประสงค์ของการอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 3 ประการ คือ 

            1. งานโฆษณาชักชวนนักท่องเที่ยว 
            2. งานรับรองนักท่องเที่ยว 
            3. งานบำรุงสถานที่ท่องเที่ยวและที่พัก 

ในการเสนอโครงการนี้ กระทรวงเศรษฐการได้เสนอให้จัดเป็นรูปของสมาคมการท่องเที่ยว คณะรัฐมนตรีประชุมปรึกษา เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2479 มีมติรับหลักการของการบำรุงอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่ไม่รับหลักการในการจัดตั้งให้เป็นรูปสมาคม ได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง ดำเนินงานโดยให้กระทรวงเศรษฐการ เป็นเจ้าของเรื่อง กระทรวงเศรษฐการได้มอบงานนี้ให้กรมพาณิชย์ เป็นผู้จัดทำเพราะกรมพาณิชย์มีแผนกส่งเสริมพาณิชย์ และท่องเที่ยวอยู่กระทรวงเศรษฐการได้ดำเนินการเรื่องนี้ต่อมาจนเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น และสำนักงานถูกระเบิด จึงเลิกกิจการไปชั่วคราว

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2492 คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นควรปรับปรุงหน่วยงานท่องเที่ยวขึ้นใหม่ จึงได้มีมติให้กรมโฆษณา การยกร่างโครงการปรับปรุงหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ในการประชุม เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2492 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กรมโฆษณาการพิจารณาส่งเสริมการท่องเที่ยว กรมโฆษณาการได้ทำความตกลงกับกระทรวงเศรษฐการ ซึ่งในสมัยนั้นมีชื่อว่า กระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ขอโอนกิจการส่งเสริมการท่องเที่ยว จากกระทรวงพาณิชย์และคมนาคมมาอยู่กับกรมโฆษณาการ สำนักนายกรัฐมนตรี และให้เรียกส่วนงานนี้ว่า "สำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยว" ใช้งบประมาณของกรมโฆษณาการเป็นงบประมาณค่าใช้จ่ายของสำนักงานนี้ ต่อมากรมโฆษณาการได้พิจารณาเห็นว่ากิจการส่งเสริมการท่องเที่ยวกำลังตื่นตัวในประเทศไทยมาก จึงได้จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวให้มีฐานะเทียบเท่ากอง เรียกว่า "สำนักงานท่องเที่ยว" โดยพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการกรมโฆษณาการในสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2493 


ใน พ.ศ. 2501 เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไปพักรักษาตัวอยู่ ณ โรงพยาบาลวอลเตอร์รีด สหรัฐอเมริกา ได้ศึกษากิจการท่องเที่ยวด้วยความสนใจ และได้ดำริที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศอย่างจริงจัง ในปีต่อมาเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาจัดแบ่งส่วนราชการ กรมประชาสัมพันธ์ พ.ศ. 2502 โดยตัด "สำนักงานท่องเที่ยว" ออก แล้วจัดตั้งขึ้นเป็นองค์การอิสระ เรียกว่า "องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย"มีชื่อย่อว่า "อ.ส.ท."โดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว พ.ศ. 2502 


ในระยะแรกสถานที่ทำการขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้อาศัย อาคารของกรมประชาสัมพันธ์เป็นสำนักงาน ต่อมาได้ย้ายมาเปิดดำเนินงาน ณ สำนักงานถนนศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2503 ได้ประกอบพิธีเปิด "องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย" เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2503 

องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว พ.ศ. 2502 นั้น มีหน้าที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ขยายตัวอย่างกว้างขวางรวดเร็ว จำเป็นต้องปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของ อ.ส.ท. ให้มีขอบเขตการปฏิบัติงานกว้างขวางยิ่งขึ้นทั้งในด้านการพัฒนา อนุรักษ์ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว และ การส่งเสริมเผยแพร่ จึงได้มีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อให้ หน่วยงานการท่องเที่ยวของรัฐ มีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบในการพัฒนาส่งเสริมเผยแพร่ และ ดำเนินกิจการ เพื่อเป็นการริเริ่มให้มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนคุ้มครองให้ความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวด้วย สภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งทำหน้าที่รัฐสภาในการประชุมครั้งที่ 41 วันศุกร์ที่ 20 เมษายน 2522 ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับ แล้วปรากฏว่า ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบธุรกิจ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ผ่านการพิจารณา ส่วนพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ผ่านการพิจารณาประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ 96 ตอนที่ 72 วันที่ 4 พฤษภาคม 2522 จัดตั้ง "การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย" ขึ้น มีชื่อย่อว่า "ททท."


ที่มา:http://thai.tourismthailand.org/about-tat

หน่วยความจำรอง


หน่วยความจำรอง

หน่วยความจำรอง มีหน้าที่ในการเก็บข้อมูลหรือโปรแกรม  เหมือนกับ หน่วยความจำหลัก แต่ต่างจากหน่วยความจำหลัก คือ    หน่วยความจำรอง สามารถจัดเก็บข้อมูล และโปรแกรมไว้ใช้ในภายหลังได้  แม้จะปิดเครื่องคอมพิวเตอร์  ข้อมูลและโปรแกรมที่เก็บไว้  ไม่สูญหายหรือถูกลบทิ้ง
นอกจากนี้ หน่วยความจำรอง  สามารถเพิ่มขนาดความจุได้ เนื่องจากหน่วยความจำหลักจะมีขนาดความจุจำกัด   หน่วยความจำรอง สามารถเพิ่มขนาดความจุได้หน่วยประมวลผลจะเรียกใช้ข้อมูลที่เก็บไว้ในหน่วยความจำรองได้จะช้ากว่าหน่วยความจำหลัก

ตัวอย่าง  หน่วยความจำรอง 


          หน่วยความจำรองหรือหน่วยเก็บข้อมูล (Storage) มีหน้าที่ในการเก็บข้อมูล
ทางคอมพิวเตอร์ไว้ และสามารถนำกลับมาใช้งานได้อีกตามต้องการ บางครั้งเรียกว่า 
หน่วยความจำสำรอง (Secondary Memory) ประกอบด้วย
       1. แผ่นบันทึก (Floppy Disk)

           ฟล็อปปี้ดิสก์เป็นอุปกรณ์เก่าแก่ที่มีมานานับสิบปี ตั้งแต่ก่อนยุคของพีซี เริ่มจากขนาด 8 นิ้ว กลายมาเป็น 5.25 นิ้ว และในที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่ 3.5 นิ้ว ความจุก็ได้เพิ่มจากไม่กี่ร้อยกิโลไบต์มาเป็น 1.44 และ 2.88 เมกะไบต์ในปัจจุบัน สมัยก่อนโปรแกรมมีขนาดไม่ใหญ่นัก ใช้เนื้อที่จุภายในดิสก์ไม่กี่กิโลไบต์ แต่ปัจจุบันข้อมูลมีปริมาณมากขึ้นพร้อม ๆ กับเทคโนโลยีมัลติมีเดีย เช่นไฟล์เพลง MP3 เพียง 1 เพลงก็มีขนาดมากกว่า 3 เมกะไบต์แล้ว ทำให้ความจุของดิสก์ไม่เพียงพอกับความต้องการในปัจจุบัน แต่ฟล็อปปี้ดิสก์ก็ยังคงเป็นมาตรฐานหนึ่งที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องต้องมี การพัฒนาฟล็อปปี้ดิสก์ก็ไม่ได้หยุดยั้งไปเสียทีเดียว ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้ระบบ   optical ทำให้สามารถขยายความจุไปได้ถึง 120 เมกะไบต์ต่อแผ่น

 

ระบบการทำงานของฟล็อปปี้ดิสก์

กลไกการทำงานของฟล็อปปี้ดิสก์จะค่อนข้างง่ายเมื่อเทียบกับฮาร์ดดิสก์ โดยตัวจานหมุนจะเป็นวัสดุที่อ่อนนิ่ม เช่น ไมลาร์(Mylar) ที่เป็นพลาสติกสังเคราะห์เคลือบสารแม่เหล็กเอาไว้ ในดิสก์ 1 แผ่นจะมีจานเดียว หัวอ่านจะเลื่อนเข้าไปอ่านข้อมูล เริ่มแรกสามารถอ่านข้อมูลได้เพียงด้านเดียว ต่อมามีการพัฒนาให้สามารถอ่านข้อมูลได้ทั้ง 2 ด้าน เรียกว่า Double-sided  หัวอ่านจะสัมผัสกับแผ่นดิสก์โดยตรง ทำให้ต้องใช้ความเร็วหมุนจานที่ต่ำ คือประมาณ 300 รอบต่อนาทีเท่านั้น (เทียบกับ 7200 รอบต่อนาทีที่เป็นมาตรฐานของฮาร์ดดิสก์ในปัจจุบัน) และเนื่องจากหัวอ่านสัมผัสกับแผ่นดิสก์โดยตรง ทำให้แผ่นมีการสึกหรอได้ง่าย เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลจะมีการส่งสัญญาณไปเปลี่ยนแปลงค่าสนามแม่เหล็กที่หัวอ่าน

ความจุของฟล็อปปี้ดิสก์แบบต่าง ๆ

ขนาด

แบบ
ด้านที่บันทึก
ความจุข้อมูล
5.25 นิ้ว
Single sided-Double Density
1
160/180 KB

Double sided-Double Density
2
320/360 KB

HD(High Density)
2
1.2 MB
3.5 นิ้ว
Double sided-Single Density
2
720 KB

Double sided-High Density
2
1.44 MB

Double sided-Quad Density
2
2.88 MB
3.5 นิ้ว
Floptical Disk
2
120 MB
........เมื่อตัวไดรว์ของดิสก์อ่านข้อมูลได้แล้วจะทำการส่งต่อให้กับคอนโทรลเลอร์ควบคุมแบบอนุกรม(ทีละบิตต่อเนื่องกัน ต่างกับฮาร์ดดิสก์ที่ส่งแบบขนาน ทำให้ส่งข้อมูลได้ช้ามาก 
อัตราการส่งข้อมูลจะอยู่ในช่วง 0.5-1 เมกะไบต์ต่อวินาที ส่วนความเร็วในการค้นหาข้อมูล
ตกประมาณ 60-200 Millisecond) โดยส่งต่อข้อมูลให้ซีพียูด้วยการทำ DMA (Direct Memory Access)ขณะที่ฟล็อปปี้ไดรว์ทำงาน อุปกรณ์อื่น ๆ ต้องหยุดรอ ทำให้การทำงานของระบบ
เกือบจะหยุดชะงักไป ที่มุมด้านหนึ่งของฟล็อปปี้ดิสก์จะมีกลไกป้องกันการเขียนทับข้อมูล 
(write-protect) หากเป็นแผ่น 5.25 นิ้ว จะเป็นรอยบากซึ่งหากปิดรอยนี้จะไม่สามารถเขียนข้อมูลได้ ต่างกับ ดิสก์ 3.5 นิ้ว ที่จะเป็นสลักพลาสติกเลื่อนไปมา หากเลื่อนเปิดเป็นช่องจะบันทึกไม่ได้
Floptical Disk
......เป็นการนำเทคโนโลยีด้านแสงเข้ามาช่วยในการบันทึกข้อมูล แต่ไม่ได้ใช้แสงโดยตรง ลักษณะ Floptical disk จะมีรูปร่างเหมือนฟล็อปปี้ดิสก์ขนาด 3.5 นิ้วทุกประการ แต่มีความจุ
มากขึ้นเป็น 120 เมกะไบต์ทีเดียว และตัวไดรว์ยังใช้อ่านเขียนข้อมูลแผ่นดิสก์ธรรมดาได้ด้วย  
ชื่อทางการค้าของ Floptical Drive ที่เป็นที่รู้จักกันได้แก่ SuperDisk จากบริษัท Imation
......หลักการของ Floptical Drive อาศัยการบันทึกข้อมูลด้วยสนามแม่เหล็กเหมือนฟล็อปปี้ดิสก์ธรรมดา แต่ใช้กลไกการอ่านที่เรียกว่า optical servo (หรือบางทีเรียกว่า Laser servo)หรือ
วงจรเลื่อนตำแหน่งหัวอ่านควบคุมด้วยแสง ทำให้สามารถเลื่อนหัวอ่าน/เขียนได้ตรงกับแทรค
ที่มีความหนาแน่นกว่าดิสเก็ตธรรมดามาก เช่น ในดิสก์ธรรมดามี 80 แทรค 2480 sector แต่ในFloptical disk จะมี ถึง 1,736 แทรค 245,760 sector ทำให้ได้ความจุรวมถึง 120 
เมกะไบต์ต่อแผ่น Floptical disk หมุนด้วยความเร็ว 720 รอบต่อนาที และมีอัตรารับส่งข้อมูล 
ประมาณ 3.2-5.4 เมกะบิตต่อวินาที
ZIP drive ของ Iomega
Jazz drive

     นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีคล้ายกัน แต่รูปแบบต่างกันไป เช่น Zip Drive จาก Iomega ที่ออกมาก่อนSuperdisk แต่ได้รับความนิยมมากพอสมควร Zip Drive
มีทั้งรุ่นที่ต่อกับ Parallel port,USB port และแบบ SCSI และได้เพิ่มความจุจาก 100 เป็น 250 เมกะไบต์ Iomega ยังได้ผลิต Jaz Drive ที่มีลักษณะเหมือนฮาร์ดดิสก์ถอดได้ โดยจะมีตัวไดรว์
เป็นระบบ SCSI เท่านั้น และมีแผ่นบรรจุข้อมูลขนาด 1 GB และ 2 GB นิยมใช้สำหรับการ
สำรองข้อมูลย้ายไปมา เนื่องจากมีความเร็วน้อยกว่าฮาร์ดดิสก์ และยังมีราคาแพงกว่า Zip หรือ Superdisk มาก
          2.  ฮาร์ดดิสก์ (harddisk) หรือ จานบันทึกแบบแข็ง (ศัพท์บัญญัติ) คือ อุปกรณ์
คอมพิวเตอร์ที่บรรจุข้อมูลแบบไม่ลบเลือน มีลักษณะเป็นจานโลหะที่เคลือบด้วยสาร
แม่เหล็กซึ่งหมุนอย่างรวดเร็วเมื่อทำงาน การติดตั้งเข้ากับตัวคอมพิวเตอร์สามารถทำได้
ผ่านการต่อเข้ากับแผงวงจรหลัก (motherboard) ที่มีอินเตอร์เฟซแบบขนาน (PATA) ,แบบอนุกรม (SATA) และแบบเล็ก (SCSI) ทั้งยังสามารถต่อเข้าเครื่องจากภายนอกได้ผ่านทางสายยูเอสบี
, สายไฟร์ไวร์ รวมไปถึงอินเตอร์เฟซอนุกรมแบบต่อนอก (eSATA) ซึ่งทำให้การใช้ฮาร์ดดิสก์
ทำได้สะดวกยิ่งขึ้นเมื่อไม่มีคอมพิวเตอร์ถาวรเป็นของตนเอง
โดยในปี 2008 ได้มีการพัฒนาเป็น Hybrid drive และ โซลิดสเตตไดรฟ์
ประวัติ
ฮาร์ดดิสก์ที่มีกลไกแบบปัจจุบันถูกประดิษฐ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2499 โดยนักประดิษฐ์ยุค
บุกเบิกแห่งบริษัทไอบีเอ็ม เรย์โนล์ด จอห์นสัน โดยมีความจุเริ่มแรกที่ 100 กิโลไบต์
มีขนาด 20 นิ้ว ในปี พ.ศ. 2523 ฮาร์ดดิสก์ยังเป็นสิ่งที่หายากและราคาแพงมาก แต่หลัง
จากนั้นฮาร์ดดิสก์กลายเป็นมาตรฐานของพีซีและราคาถูกลงมากสิ่งที่เปลี่ยนแปลงของ              ฮาร์ดดิสก์จากปี 1980 ถึงปัจจุบัน
  • ความจุเพิ่มขึ้น จาก 3.75 เมกะไบต์ เป็น 3 เทระไบต์
  • ขนาดเล็กลงกว่าเดิมมาก
  • ราคาต่อความจุถูกลงมาก
  • ความเร็วเพิ่มขึ้น
ขนาดและความจุ
ความจุของฮาร์ดดิสก์โดยทั่วไปในปัจจุบันนั้นมีตั้งแต่ 20 จิกะไบต์ ถึง 3 เทระไบต์
  • ขนาด 8 น้ว (241.3 มิลลิเมตร × 117.5 มิลลิเมตร × 362 มิลลิเมตร)
  • ขนาด 5.25 นิ้ว (146.1 มิลลิเมตร × 41.4 มิลลิเมตร × 203 มิลลิเมตร)
  • ขนาด 3.5 นิ้ว (101.6 มิลลิเมตร × 25.4 มิลลิเมตร × 146 มิลลิเมตร) เป็นฮาร์ดดิสก์
  • สำหรับคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (Desktop) หรือเซิร์ฟเวอร์ (Server) มีความเร็วใน
  • การหมุนจานอยู่ที่ 10,000, 7,200 หรือ 5,400 รอบต่อนาที โดยมีความจุในปัจจุบันตั้งแต่ 
  • 80จิกะไบต์ ถึง 3 เทระไบต์
  • ขนาด 2.5 นิ้ว (69.85 มิลลิเมตร × 9.5–15 มิลลิเมตร × 100 มิลลิเมตร) เป็นฮาร์ดดิสก์
  • สำหรับคอมพิวเตอร์พกพา แล็ปท็อป, UMPC, เน็ตบุ๊ก, อุปกรณ์มัลติมีเดียพกพา มีความ
  • เร็วในการหมุนจานอยู่ที่ 5,400 รอบต่อนาที โดยมีความจุในปัจจุบันตั้งแต่ 60 จิกะไบต์ 
  • ถึง 1 เทระไบต์
  • ขนาด 1.8 นิ้ว (55 มิลลิเมตร × 8 มิลลิเมตร × 71 มิลลิเมตร)
  • ขนาด 1 นิ้ว (43 มิลลิเมตร × 5 มิลลิเมตร × 36.4 มิลลิเมตร)
ยิ่งมีความจุมาก ก็จะยิ่งทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยความต้องการ
ของตลาดในปัจจุบันที่ต้องการแหล่งเก็บข้อมูลที่มีความจุในปริมาณมาก มีความน่า
เชื่อถือในด้านการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และไม่จำเป็นต้องต่อเข้ากับ
อุปกรณ์ที่ใหญ่กว่าอันใดอันหนึ่งได้นำไปสู่ฮาร์ดดิสก์รูปแบบใหม่ต่างๆ เช่นกลุ่ม
จานบันทึกข้อมูลอิสระประกอบจำนวนมากที่เรียกว่าเทคโนโลยี เรด รวมไปถึงฮาร์ดดิสก์
ที่มีลักษณะเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย เพื่อที่ผู้ใช้จะได้สามารถเข้าถึงข้อมูลในปริมาณ
มากได้ เช่นฮาร์ดแวร์ NAS หน่วยเก็บข้อมูลบนเครือข่าย เป็นการนำฮาร์ดดิสก์มาทำ
เป็นเครื่อข่ายส่วนตัว และระบบ SAN (Storage area network) เป็นการนำฮาร์ดดิสก์
มาเป็นพื้นที่ส่วนกลางในการเก็บข้อมูล
          3.  เทปแม่เหล็ก (magnetic tape) หมายถึง แถบที่ทำด้วยพลาสติกฉาบออกไซด์
ของโลหะ มี ลักษณะคล้ายเทปหรือแถบบันทึกเสียง ม้วนอยู่บนวงล้อ มีหลายขนาด เป็นต้นว่า 
ขนาดยาว 2,400 ฟุต 1,200 ฟุต และ 600 ฟุต ตัวเทปกว้าง 1/2 นิ้ว บันทึกข้อมูลได้ประมาณ 800, 1,600, 3,200, 6,250 BPI (Byte per inch) ตัวอักษรต่อความยาวของเนื้อเทป 1 นิ้ว เทปหรือ
แถบบันทึกนี้สามารถเป็นได้ทั้งหน่วยรับข้อมูลและหน่วยแสดงผล คอมพิวเตอร์จะมีเครื่องมือ
ที่ใช้อ่านและบันทึกข้อมูลลงในเทปเรียกว่า หน่วยขับเทป (tape drive) สามารถบันทึกข้อมูล
ใหม่ลงทับบนข้อมูลเก่าได้เหมือนการบันทึกเพลง ข้อมูลเดิมจะหายไปโดยอัตโนมัตข้อเสีย
ของเทปก็คือ การค้นหาข้อมูลทำได้ช้า เพราะต้องเริ่มตั้งแต่ต้นเทปเสมอ ถ้าข้อมูลอยู่ปลาย
เทป ก็จะเสียเวลานาน การค้นหาแบบนี้เรียกว่าการเข้าถึงแบบเรียงลำดับ (sequential access) 
ซึ่งตรงข้ามกับการเข้าถึงแบบสุ่ม ( direct access) ของจานบันทึก เทปแม่เหล็กรุ่นใหม่คือ DAT (Digital Audio Tape) มีขนาดใหญ่กว่าเครดิตการ์ดเล็กน้อย สามารถจุข้อมูลได้มากถึง 2-5 GB 
และ R-DATs สามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่า 14 GB ความยาวเทป 90 เมตร

เทปแม่เหล็ก เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรองมีลักษณะคล้ายเทปเสียง มักจะในงาน
แบ็คอัฟข้อมูล เผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน โดยจะเข้าถึงข้อมูลแบบลำดับ (Sequence Access) 
นิยมใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดกลางขึ้นไป ตัวเทปมีลักษณะเป็นสายเทปแบบม้วนเปลือย 
(Open Reel) หรือแบบตลับ (Cassette) ก็ได้สายเทปทำด้วยพลาสติกชนิดพิเศษ เคลือบ
ด้วยออกไซด์ของเหล็ก (Iron Oxide) สารป้องกันการสึกหรอ และสารก่อเกิดจุดแม่เหล็ก
(Magnetized Spot) โดยมีมาตรฐานความกว้างของสายเทป คือ ขนาด 1/2, 3/4 และ 1 นิ้ว 
มีความยาวตั้งแต่ 600 - 3,600 ฟุต ม้วนเก็บในวงพลาสติก (Reel) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 
10 นิ้ว การอ่านเขียนจะอาศัยเครื่องอ่าน/เขียนเทป (Tape Drive) บรรจุเทป 2 ข้าง (ซ้าย-ขวา) โดยเครื่องจะหมุนเทปจากม้วนเทปเต็มด้านซ้าย เรียกว่า ม้วนเทปแฟ้มข้อมูล (File/Supply Reel) 
ไปยังม้วนเทปเปล่าด้านขวา เรียกว่า ม้วนเทปประจำเครื่อง (Machine/Tack-up Reel) ม้วนเทป
จะมีอุปกรณ์ป้องกันการเขียนหรือแก้ไข บริเวณส่วนกลางของม้วนเทป เรียกว่า วงแหวนป้องกัน
แฟ้มข้อมูล (File Protection Ring)







การบันทึกข้อมูลจะอาศัยการหมุนสายเทปผ่านหัวอ่าน/เขียนข้อมูล ซึ่งจะทำให้สารแม่เหล็ก
ที่เคลือบบนสายเทป รวมตัวกันเป็นจุดแม่เหล็ก ซึ่งมีความเข้มมากน้อยตามรหัสของข้อมูลที่
ได้รับจากหัวเทป และสามารถบันทึกซ้ำได้ประมาณ 20,000 - 50,000 ครั้ง (ขึ้นอยู่กับคุณภาพ
ของเนื้อเทปและสารเคลือบ)
ความจุข้อมูล 
พิจารณาจากจำนวนข้อมูลต่อความยาวของสายเทป 1 นิ้ว (Byte per Inch : bpi) โดยทั่วไปมีความจุ 5 - 28 MB และโดยทั่วไปจะมี 2 แบบ คือ แบบ 7 Track และ 9 Track โดยใช้รหัส BCD และ EBCDIC ตามลำดับ
         
         4.  แผ่นซีดี (Compact Disk : CD ) วิวัฒนาการของการใช้หน่วยความจำรอง
ด้ก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ ปัจจุบันได้มีการประดิษฐ์แผ่นซีดี ใช้ในการเก็บข้อมูลจำนวนมาก 
การเก็บข้อมูลบนแผ่นซีดีใช้หลักการทางแสง  แผ่นซีดีที่อ่านได้อย่างเดียว เรียกกันว่า
ซีดีรอม (CD- ROM) ข้อมูลที่บันทึกจะถูกบันทึกมาจากโรงงานผู้ผลิตเหมือนการบันทึก
เพลงหรือภาพยนตร์ ข้อเด่นของแผ่นซีดีคือ ราคาถูก จุข้อมูลได้มาก สามารถเก็บข้อมูล
หรือโปรแกรมได้มากกว่า 750 เมกะไบต์ต่อแผ่น แผ่นซีดีมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 
นิ้ว ในปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตแผ่นซีดีได้ก้าวหน้าขึ้น จนสามารถเขียนข้อมูลบน
แผ่นซีดีได้เหมือนฮาร์ดดิสก์ เรียกว่า ออปติคัลดิสก์ (optical disk)  แผ่นซีดี ( CD-ROM ) 
แผ่นซีดี ย่อมาจาก คอมแพ็กดิสก์ (Compact Disc) คือแผ่นออพติคอลเก็บข้อมูลดิจิทัลต่าง ๆ
ซึ่งเดิมพัฒนาสำหรับเก็บเสียงดิจิทัลแผ่นซีดีคือมาตรฐานรูปแบบการบันทึกเสียงทางการค้า
ในปัจจุบัน 

แผ่นซีดีที่นิยม 

แผ่นซีดีที่นิยมใช้มี 3 ชนิด ได้แก่

- แผ่นซีดีรอม ( CD-ROM )เป็นหน่วยความจำอ่านได้
อย่างเดียว ด้วยแผ่นแบบนี้เราสามารถเก็บข้อมูลจาก
คอมพิวเตอร์จำนวนมากได้ เมื่อบันทึกข้อมูลลงไปใน
ครั้งแรกแล้วเราไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้อีก
 - แผ่นซีดีอาร์ ( CD-R ) คือซีดีเปล่าที่ผู้ใช้สามารถ
เขียนเองได้และกลายเป็นมาตรฐานในการแลกเปลี่ยน
จัดเก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์และเพลงในปัจจุบัน
- แผ่นซีดีอาร์ ดับบลิว ( CD-RW ) คือแผ่นซีดีเปล่าที่

ผู้ใช้สามารถเขียนและลบได้หลายครั้ง เพื่อจัดเก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์, วีดีโอ และ เพลง
  แผ่นซีดีแบบต่าง ๆ ประสบความสำเร็จมากซีดีรอม ซีดีอาร์ ความเร็วของไดรฟ์ซีดีรอมมีหลายความเร็ว เช่น 16x , 24x หรือ 

48x เป็นต้น    ซึ่งค่า 24 x หมายถึงไดรฟ์ซีดีรอมมีความเร็วในการหมุน 24 เท่า ไดรฟ์ตัวแรกที่เกิดขึ้นมีความเร็ว 1 x จะมีอัตราในการโอนถ่ายข้อมูล(Data TranferRate)150 KB ต่อวินาที ในปัจจุบันความเร็วในการอ่านซีดีรอมสูงสุดอยู่ที่ 52 x





ที่มา  :  http://www.thaigoodview.com/roomnet/roomnet46/IT46_4/index.html-         overview.htm
        :  http://www.student.chula.ac.th/~48438517/1_2.html
        :  http://std.kku.ac.th/4830503191/3-5.html
        :  http://thaiup.mine.nu/modules.php?name=News&file=article&sid=23